วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

อันตรายจากการรับประทานยาชุด

โดย สร้อยสน ปานอนันต์

นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2539 เป็นอย่างน้อยมาแล้วที่กระทรวงสาธารณสุขได้รณรงค์ให้คนไทยใช้ความระมัดระวังในการซื้อยาชุด เนื่องจากคนไทยจำนวนมากนิยมซื้อมารับประทานเองทุกครั้งเมื่อถึงคราวเจ็บไข้ได้ป่วย แทนที่จะไปปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งต้องเสียเวลารอคิวรักษาพยาบาลนาน

ยาชุดประกอบด้วยตัวยาหลายชนิดรวมกัน 3-5 เม็ด อันตรายจากยาชุดเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายได้รับตัวยาซ้ำซ้อนหรือเกินขนาด  หรือใช้ยาไม่ถูกต้อง และอาจเกิดผลข้างเคียงจากสารสเตียรอยด์ เช่น ยาประเภท เพรดนิโซโลน หรือ เดกซาเมตาโซน ซึ่งเป็นต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

อาการที่เกิดจากการใช้ยาชุด ได้แก่ อาการบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง หัวใจทำงานหนักผิดปกติ การผิดปกติทางจิตใจและระบบประสาท  กระดูกพรุน หักง่าย กระเพาะอาหารเป็นแผลมีเลือดออกภายใน และถ้ารับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลให้กระเพาะอาหารทะลุได้ 

หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียร นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยตามข้อและกล้ามเนื้อ ภูมิต้านทานโรคลดดง เกิดโรคติดเชื้อและทำให้เสียชีวิตได้

ยาปฏิชีวนะบางอย่างที่ทำให้เกิดการดื้อยา อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น 
-ยาคลอแรมฟินิคอล ทำให้ให้กระดูกฝ่อและกดการทำงานของเส้นเลือด
-ยาเตตราซัยคลินทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร มีพิษต่อไต และทำให้ฟันของเด็ก/ ทารกมีสีน้ำตาลดำ
-ยาเพนนิซิลิน ทำให้เสี่ยงต่อการดื้อยาและแพ้ยา
-ยาแอสไพริน ก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารหากกินขณะท้องว่าง และอาจทำให้กระเพาะเป็นแผลได้
-ยาไดไพโรน ทำให้เกิดพิษในเด็ก แม้จะทำให้พิษไข้ลดลงอย่างรวดเร็วแต่ก็อาจทำให้เด็กช็อคถึงตายได้

ยาชุดบางชนิดอาจมียากล่อมประสาท ทำให้อาจติดและหงุดหงิดฉุนเฉียวเมื่อเลิกใช้ จึงไม่ควรซื้อยาชุดจาก "หมอตี๋"  มารับประทานเองโดยพลการ เพราะจะทำให้เชื้อโรคดื้อยา และสิ้นเปลืองเงิน  หากเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยควรกินยาสามัญประจำบ้านเท่านั้น หากเจ็บป่วยรุนแรงควรพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของท่านเอง

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

รู้ไว้ใช่ว่า.....เคล็ดลับแม่ศรีเรือน

โดย
สร้อยสน ปานอนันต์

การรับประทานกระเทียมวันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 7 กลีบ จะช่วยป้องกันอาการเป็นไข้หวัดและเจ็บคอ บางตำรากล่าวว่า การกลั้วคอด้วยน้ำเกลือนานๆ จะช่วยแก้หวัดเจ็บคอได้เช่นกัน

ผู้ที่มักจะมีอาการลิ้นเป็นฝ้า ขอให้ใช้แปรงสีฟันแปรงแรงๆระหว่างแปรงฟัน ฝ้าก็จะหายไป ลิ้นสะอาด ไม่มีกลิ่นปากและที่สำคัญคือประสาทรับรู้รสและกลิ่นก็จะดีขึ้นมาก แม้แต่การดมกลิ่นอาหารเพียงอย่างเดียวก็สามารถบอกรสชาติของอาหารได้เลยทีเดียว

บ่อยครั้งที่แม่บ้านหั่นพริกตอนทำครัวแล้วจะรู้สึกแสบมือ ขอแนะนำให้ท่านเอามือจุ่มลงไปในน้ำซาวข้าว นานสักประมาณ 5-10 นาที อาการปวดแสบปวดร้อนนั้นก็จะหายไปราวกับปลิดทิ้ง

สุดท้ายนี้ ขอถ่ายทอดสูตรหมักเนื้อนุ่มสำหรับแม่บ้านในการทำอาหารรสเด็ด ซึ่งโดยปกติแล้วสูตรนี้คนครัวทั่วไปมักจะอุบไว้เป็นความลับ นั่นคือ นำเนื้อสด(ไก่สด/ หมูสด) 1 กิโลกรัม(ไม่ผ่านการแช่แข็ง)มาหั่นขวางเป็นชิ้นบางๆ แล้วนำแป้งมันสำปะหลัง 1 ช้อนพูนมาคลุกเคล้ากับน้ำปลาหรือซีอิ๊วขาว แล้วนำเข้าแช่ในตู้เย็นอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เมื่อนำออกมาปรุงอาหาร จะได้รสชาติที่เอร็ดอร่อย นุ่มลิ้นเป็นอย่างยิ่ง

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

สิทธิทางเพศ สิทธิเอดส์ คือ สิทธิมนุษยชน

เอดส์ คือ อะไร
(ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no49/aids.html)

1.     โรคเอดส์คืออะไร


  โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า   ไวรัสเอดส์  หรือมีชื่อภาษาอังกฤษว่า  HIV  (เอช-ไอ-วี)  ซึ่งย่อมาจาก Human immunodeficiency Virus   เมื่อไวรัสเอดส์เข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปภายในเซลล์บางชนิดของร่างกาย  จะมีการฟักตัวระยะหนึ่งซึ่งอาจนานเป็นปีหรือนานกว่า 10 ปี  โดยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ  ต่อมาไวรัสจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย  จนสามารถทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เสื่อมหรือเสียไปเรื่อยๆ  ผู้ป่วยจึงมักมีการติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่าย  ในที่สุดร่างกายก็ไม่สามารถทนทานได้  และจะเสียชีวิตในที่สุด

2.     ทำไมจึงเรียกว่าโรคเอดส์  (AIDS)
        AIDS มาจากคำเต็มว่า Acuquired immune Deficiency Syndrome

A    =     Acquired     หมายถึง เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด   
I      =     Immune      หมายถึง ระบบภูมิต้านทานหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
D    =     Deficiency     หมายถึง ความบกพร่อง การขาดไปหรือเสื่อม
S     =     Syndrome     หมายถึง กลุ่มอาการหรือโรคที่มีอาการหลายๆอย่าง
เอดส์  (AIDS)  จึงหมายถึงกลุ่มอาการของภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดขึ้นภายหลัง

3.     ลักษณะพิเศษของเชื้อเอดส์
        เป็นไวรัสกลุ่ม  Retrovirus เป็นไวรัสที่เพิ่งค้นพบได้ไม่นานเมื่อเทียบกับไวรัสอื่นๆ เชื้อไวรัสชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างจากเชื้อไวรัสอื่นๆ ดังนี้คือ

-      มันสามารถหลบเลี่ยงจากการถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกายคนปกติได้ด้วยการเข้าหลบอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด  T-Lymphocytes  ทำให้  Antibodies  ที่ถูกสร้างขึ้นไม่สามารถทำอันตรายต่อเชื้อเอดส์ที่บุกรุกเข้ามาในร่างกายได้

-     สามารถนำเอาส่วนของ  gene ของตัวมันเข้าไปแฝงเป็นส่วนหนึ่งของ gene ของเม็ดเลือดขาวของคนเรา  แล้วอาศัย enzyme พิเศษที่ไม่มีในไวรัสชนิดอื่นที่เรียกว่า  Reverse Transcriptase enzyme เป็นตัวกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้มีการสร้าง gene โดยที่ตัวมันไม่ต้องแบ่งตัวเอง  ทำให้มีการเพิ่มจำนวน gene ของไวรัสได้อย่างรวดเร็วจนสามารถทำลายเม็ดเลือดขาวที่มันอาศัยอยู่นั้นได้

-   สามารถกระตุ้นให้เซลล์บางชนิดของร่างกายมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นมะเร็งชนิดต่างๆได้ เช่น กระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดแบ่งตัวมากจนเกิดเป็นมะเร็งที่เรียกว่า Kaposi’s  Sarcoma หรือสามารถกระตุ้นให้เซลล์ต่อมน้ำเหลืองแบ่งตั จนเกิดเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เรียกว่า  Lymphoma ได้ เป็นต้น

4.     เชื้อเอดส์หรือไวรัสเอดส์ (HIV) คืออะไร
        เชื้อเอดส์มีชื่อว่า HIV มาจากคำเต็มว่า  Human Immunodeficiency Virus
H    =    Human                 หมายถึง   คน  หรือ  มนุษย์  
I      =    Immunodeficiency   หมายถึง  ภูมิต้านทานโรคบกพร่องหรือเสียไป  
V    =    Virus                    

หมายถึง  เชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมากจนเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆได้  ถ้าเข้าไปในร่างกาย

                                                   
HIV  จึงหมายถึง เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กมาก  และถ้าเข้าไปในร่างกายก็จะทำให้ภูมิต้านทานโรคของเราเสียไป  และร่างกายก็จะไม่สามารถต้านทานโรคต่างๆได้  จึงล้มป่วยด้วยโรคนั้นๆ

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

การยกฐานะสถานีอนามัยเป็น "โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล"

(ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.domhospital.com/website/?p=8 และหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เป็นอย่างยิ่ง)

สถาน พยาบาลหน่วยย่อยที่สุดของภาครัฐที่ให้การบริการประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศคือ สถานีอนามัย ซึ่งเป็นมากกว่าสถานพยาบาล และสถานีอนามัยทั่วประเทศ จำนวน 9,810 แห่ง มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 30,000 คน กำลังยกฐานะให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดยการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งถือว่าเป็นบทบาทที่สำคัญก้าวใหม่ของวงการสาธารณสุขไทย เนื่องจากที่ผ่านมางานซ่อมสุขภาพกับงานสร้างสุขภาพยังแยกส่วนกัน

การยกระดับในครั้งนี้นอกจากเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการสูญเสียเวลาของประชาชน ที่ต้องรอการตรวจรักษาโรคในโรงพยาบาลประจำ จังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป รวมถึงต้องเดินทางไกลแสนไกลเพื่อไปตรวจวินิจฉัยโรคจากแพทย์ในชั่วเวลาไม่ถึง อึดใจเท่านั้น
โรง พยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยังนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบอื่นๆ ให้ผู้ป่วยในพื้นที่ทุกแห่งในแผ่นดินไทยสามารถเข้าถึงบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง รวมถึงการทำงานเชิงรุกที่มีศูนย์รวมอยู่ในพื้นที่ และเน้นให้ประชาชนและองค์กรปกครองท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพ ให้ประชาชนเข้ารับบริการในพื้นที่ได้สะดวกมากขึ้น

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจะมี 3 ขนาด ตามจำนวนประชากรที่รับผิดชอบ ได้แก่ ขนาดเล็กดูและประชากรไม่เกิน 3,000 คน มีเจ้าหน้าที่ 5 คน ขนาดกลางดูแลประชากรไม่เกิน 6,000 คน มีเจ้าหน้าที่ 7 คน และขนาดใหญ่ดูแลประชากรมากกว่า 6,000 คน มีเจ้าหน้าที่ 9-10 คน

นับเป็นนโยบายทางการเมืองที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นสัญญาต่อประชาคมเรื่องที่ต้องการผลักดันให้ประชาชน มีหลักประกันสุขภาพและเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือเสียน้อยที่สุด ขณะเดียวกันได้มีการพัฒนางานสร้างเสริมสุขภาพ ให้สองด้านมาบรรจบเพื่อให้เกิดการบูรณาการ เกิดความเป็นเอกภาพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะที่ 2 ของนโยบายไทยเข้มแข็งตั้งแต่ปี 2533-2555 ซึ่งจะมีงบประมาณ 86,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณที่ใช้ในการผลักดันโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 14,973 ล้านบาท และยังมีงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อีก รวม 30,877 ล้านบาท รวมแล้วกว่า 50,000 ล้านบาท  เปลี่ยนโฉมทั้งอาคารสถานที่ เครื่องมือแพทย์ และรถพยาบาลที่ใช้ส่งต่อผู้ป่วย 1,000 คัน ซึ่งในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 จะเกิดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขึ้นทั้งหมด 1,001 แห่ง ครอบคลุมในทุกอำเภอที่มีอยู่ 800 กว่าแห่งทั่วประเทศ และภายใน 3 ปี จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศ

“ก่อน หน้านี้ผมเคยเป็นผู้บริหารชุมชนและเริ่มป่วยเป็นอัมพฤกษ์จนเดินไม่ได้ แต่เมื่อได้รับการรักษาจากหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของโครงการโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบลที่ทำงานเชิงรุก เข้าถึงประชาชนอย่างเต็มที่ ทำให้ขณะนี้หายดี” หนึ่งเสียงของผู้เข้ารับการรักษาจากโครงการโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบลจาก โครงการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นายวิกฤษ กมลสาร ผู้พิการจากบ้านหนองเม็ก จ.กาฬสินธุ์

ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของโคลงการจะช่วยให้เขาหายดีและ มาใช้ชีวิตอย่างปกติได้แล้ว ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ได้รับการช่วยเหลือนี้ เปลี่ยนชีวิตใหม่ เช่น จากเดิมที่ป่วยเป็นโรคหัวใจต้องใช้เงินและเวลาในการไปรักษาตัว แต่เมื่อมีการแพทย์เชิงรุกจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนี้ก็ทำให้เพื่อน บ้านที่ป่วยโรคหัวใจคนนั้นกลับมาใช้ชีวิตปกติหายดีเหมือนเกิดใหม่

“ผม ในฐานะที่เป็นชาวบ้านและได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ผมอยากให้มีการกระจาย โครงการอย่างทั่วถึง เพราะเป็นโครงการที่เข้าถึงความต้องการของชาวบ้านได้อย่างแท้จริงผมซึ่งเป็น ผู้พิการก็ไดรับการดูแลอย่างดีจากโครงการนี้ ผมต้องขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดโครงการดีๆ และทำให้ผมมีกำลังใจในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น”

วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

ในหลวงพระราชทานพรปีใหม่ 2554





ในหลวงพระราชทานพร และ ส.ค.ส.ปีใหม่ 2554
(ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293810045&grpid=02&catid=02 เป็นอย่างยิ่ง)

วันที่ 31 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2554 ความว่า บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ให้มีความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา

ความปรารถนาของทุกคน คงไม่แตกต่างกันนัก คือ ต้องการให้ตนเอง มีความสุขความเจริญ และให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นคนไทยมีความสุขถ้วนหน้า ด้วยการให้ คือ ให้ความรักความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยกัน ให้การสงเคราะห์อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกันด้วยความบริสุทธิ์ใจและจริงใจ ทุกคน ทุกฝ่าย จะได้สามารถร่วมมือ ร่วมความคิดอ่านกัน สร้างสรรค์ความสุข ความเจริญมั่นคง ให้แก่ตน แก่ประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องการให้สำเร็จผลได้ ดังที่ตั้งใจปรารถนา

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคนให้มีความสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีภัย ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

พร้อมกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ส.ค.ส.ปีใหม่ ปีพุทธศักราช 2554 แก่ประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์สากลสีครีม ผ้าปักพระกระเป๋าเป็นผ้าลายริ้วสีเหลืองสลับเทา ฉลองพระองค์ชั้นในเป็นเชิ้ตขาว ทรงผูกเน็คไทลายริ้วสีเหลืองสลับเทา ประทับบนพระเก้าอี้ ด้านข้างพระเก้าอี้ที่ประทับทั้งสองข้าง มีโต๊ะสูง โต๊ะด้านซ้ายวางแจกันแก้วก้านสูงปักดอกไม้หลากสี โต๊ะด้านขวาวางแจกันแก้วขนาดเล็กปักดอกไม้หลากสีเช่นกัน ทรงฉายกับสุนัขทรงเลี้ยง 2 สุนัข คือ คุณทองแดงที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2541 หมอบอยู่หน้าพระเก้าอี้ด้านขวา และคุณทองแท้ที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2542 หมอบอยู่ที่หน้าพระเก้าอี้ด้านซ้าย

ด้านหลังพระเก้าอี้ที่ประทับเป็นผ้าม่านสีเทาอ่อน มีแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ปักดอกกุหลาบและดอกไฮเดรนเยียหลากสีตั้งอยู่ 2 แจกัน แจกันด้านซ้ายมีตราพระมหาพิชัยมงกุฎประดับอยู่ ส่วนแจกันด้านขวามีผอบทองประดับอยู่ ถัดไปทางด้านหลังทั้งสองด้านมีกระถางไม้ประดับตั้งอยู่

มุมบนด้านซ้าย มีตัวอักษรสีเหลืองข้อความว่า ส.ค.ส. สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๔ มุมบนด้านขวามีข้อความภาษาอังกฤษ Happy New Year 2011

ด้านล่างของ ส.ค.ส.มีข้อความเป็นตัวหนังสือพิมพ์ด้วยสีน้ำเงินว่า ขอจงมีความสุข ความเจริญ มุมล่างขวา มีข้อความ ก.ส.9 ปรุง 121923 ธค.53 พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร, ผู้พิมพ์โฆษณา Printed at Suvarnachad publishing, D Bramaputra, Publisher

กรอบของ ส.ค.ส.พระราชทานฉบับนี้ เป็นภาพใบหน้าคนเล็กๆ เรียงกันด้านละ 3 แถว ทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม
สคส.พระราชทานปีพุทธศักราช255

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สถานีอนามัยโคกพนมดี ต.โคกไทย อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี

โดย
นางสร้อยสน ปานอนันต์ 

นางสร้อยสน ปานอนันต์ ผอ. รพ. สต.บ้านโคกพนมดี
 นางสร้อยสน ปานอนันต์ถ่ายรูปร่วมกับนายทองสุก เชาวน์เจริญ(บิดา) ผู้บริจาคที่ดินให้เป็นที่ตั้งสถานีอนามัยโคกพนมดีเมื่อพ.ศ.2516 ต่อมา คือ  รพ.สต.บ้านโคกพนมดี

 ห้องตรวจโรคชั้น 2 ของอาคาร

เก้าอี้หินอ่อนสำหรับการประชุมอสม.และการออกหน่วยให้บริการทางการแพทย์ได้รับบริจาคจากชุมชนในพื้นที่ พื้นที่นี้ต่อมาได้ต่อเติมเป็นห้องตรวจโรค ส่วนธุรการและเวชระเบียน และห้องทำแผลโดยใช้งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข

รพ.สต.บ้านโคกพนมดี  ตั้งอยู่เลขที่ 100 หมู่ที่ 7 ต.โคกไทย อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี บนที่ดินพื้นที่ประมาณ 6 งาน ก่อตั้งเมื่อประมาณพ.ศ.2516 โดยได้รับบริจาคที่ดินจากนายทองสุก เชาวน์เจริญ ราษฎรตำบลโคกปีบ อ.โคกปีบ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น อ.ศรีมโหสถ) จ.ปราจีนบุรี เดิมเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ต่อมาในปีพ.ศ.2538 ได้รับงบประมาณก่อสร้างเป็นอาคารทรงไทย หลังคามุงกระเบื้อง ก่ออิฐถือปูนใต้ถุนสูง และในในปีงบประมาณ 2552 ก็ได้รับอนุมัติงบประมาณต่อเติมชั้นล่างเพื่อเป็นห้องตรวจโรค ทำแผล ห้องธุรการและเวชระเบียนจากกระทรวงสาธารณสุข

โต๊ะทำงานตัวเก่าได้รับความอนุเคราะห์จากนางกิมลี้ เช้าเจริญ เมื่อพ.ศ.2516 มองออกไปจากหน้าต่างแลเห็นด้านหลังเป็นบันไดบ้านพักเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลังเดิม ซึ่งจำเป็นต้องรื้อออกเพื่อสร้างอาคารใหม่ เป็นความเติบโตเพื่อที่จะรองรับความก้าวหน้าทางกายภาพด้านต่างๆของชุมชน

เครื่องกรองน้ำเคยวางที่ระเบียงอนามัยหลังเดิมเพื่อให้บริการแก่คนไข้ที่เข้ามาใช้บริการทางสุขภาพ  ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณประจำปีของกระทรวงสาธารณสุขและถูกใช้งานมาจนกระทั่งสร้างอาคารใหม่

รพ.สต.บ้านโคกพนมดีโคกพนมดี มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำการรวม 4 คน ดังนี้
1.นางสร้อยสน ปานอนันต์  ตำแหน่ง ผู้อำนวยการ รพ.สต. บ้านโคกพนมดี
2.นายรังสรรค์ เชาวน์เจริญ  ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุข ระดับชำนาญการ
3.นายอุดมรัตน์ ยั่งยืน          ตำแหน่ง เจ้าพนักงานสาธารณสุข ระดับชำนาญงาน

จากวันวานถึงวันนี้ แม้วันเวลาจะผ่านไป แต่งานส่งเสริม,ป้องกัน,รักษาพยาบาลของรพ.สต.บ้านโคกพนมดีสำเร็จลุล่วงด้วยดีเสมอมา นอกจากจะได้รับความอนุเคราะห์จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง องค์การบริหารส่วนตำบล องค์กรเอกชน และชุมชนในพื้นที่แล้ว ยังได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครสาธารณสุขจำนวน 57 คน ที่มาทุ่มเทและร่วมแรงร่วมใจ เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ณ โอกาสนี้ ในนามของรพ.สต.บ้านโคกพนมดี ดิฉันจึงขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องและสนับสนุนกิจการและกิจกรรมต่างๆของสถานีอนามัยโคกพนมดีมาโดยตลอด  และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการอนุเคราะห์จากท่านในโอกาสต่อไป เพื่อความอยู่ดี มีสุขของพี่น้องชาวโคกพนมดีและพี่น้องในชุมชนพื้นที่ในเขตที่รับผิดชอบทุกคน